เกี่ยวกับโรงเรียนของเรา
ประวัติโรงเรียน
วิสัยทัศน์ / ปรัชญา
พันธกิจ / เป้าหมาย
ทำเนียบผู้บริหาร
คณะกรรมการสถานศึกษา
คณะกรรมการบริหารสถานศึกษา
ทีมงานของโรงเรียน
แผนผังการบริหารองค์กร
ข้อมูลอาคารสถานที่
หลักสูตรที่เปิดสอน
เพลงโรงเรียน
ปฏิทินกิจกรรม
คณะกรรมการนักเรียน
ข้อมูลนักเรียน
ลิ้งค์น่าสนใจ
ชมภาพยนตร์ออนไลน์
พระอภัยมณี ๑ ปฐมบทจินตนาการ
พระอภัยมณี ๒ ลักพาพระอภัยมณี
พระอภัยมณี ๓ กำเนิดสินสมุทร
พระอภัยมณี ๔ เข้าเมืองรมจักร์
พระอภัยมณี ๕ ศึกท้าวอุเทน
พระอภัยมณี ๖ หนีนางผีเสื้อ ๑
พระอภัยมณี ๗ หนีนางผีเสื้อ ๒
พระอภัยมณี ๘ หนีนางผีเสื้อ ๓
พระอภัยมณี ๙ หนีนางผีเสื้อ ๔
พระอภัยมณี สุดสาคร ๐๑
พระอภัยมณี สุดสาคร ๐๒
พระอภัยมณี สุดสาคร ๐๓
พระอภัยมณี สุดสาคร ๐๔
พระอภัยมณี สุดสาคร ๐๕
พระอภัยมณี สุดสาคร ๐๖
พระอภัยมณี สุดสาคร ๐๗
พระอภัยมณี สุดสาคร ๐๙
พระอภัยมณี สุดสาคร ๑๐
พระอภัยมณี สุดสาคร ๑๑
พระอภัยมณี สุดสาคร ๑๒
พระอภัยมณี สุดสาคร ๑๓ (จบ)
ราโชมอน ภาพยนตร์ญี่ปุ่น ๑
ราโชมอน ภาพยนตร์ญี่ปุ่น ๒
ราโชมอน ภาพยนตร์ญี่ปุ่น ๓
ราโชมอน ภาพยนตร์ญี่ปุ่น ๔
ราโชมอน ภาพยนตร์ญี่ปุ่น ๕
ราโชมอน ภาพยนตร์ญี่ปุ่น ๖
ราโชมอน ภาพยนตร์ญี่ปุ่น ๗
ราโชมอน ภาพยนตร์ญี่ปุ่น ๘ (จบ)
การ์ตูนรามเกียรติ์ ๑
การ์ตูนรามเกียรติ์ ๒
การ์ตูนรามเกียรติ์ ๓
หนังสืออีเลกทรอนิกส์
คณิตคิดสนุก เล่ม ๑
คณิตคิดสนุก เล่ม ๒
คณิตคิดสนุก เล่ม ๓
คณิตคิดสนุก เล่ม ๔
คณิตคิดสนุก เล่ม ๕
คณิตประถมศึกษา
คณิตมัธยมศึกษาตอนต้น
ภาษาไทยประถมศึกษา
ภาษาไทยประถม(นกกางเขน)
ภาษาไทยประถม(สังข์ทอง)
ภาษาไทยมํธยม(พระอภยมณี)
วิทยาศาสตร์ประถมศึกษา
วิทยาศาสตร์มัธยมศึกษา
สุขศึกษาและพละ(ประถม)
แบบสำรวจความคิดเห็น
ท่านต้องการให้ทางโรงเรียนพัฒนาด้านใดมากที่สุด
อาคารเรียน อาคารประกอบ
สภาพภูมิทัศน์ภายในโรงเรียน
ระเบียบวินัยของนักเรียน
คุณภาพของครู
การเอาใจใส่ต่อนักเรียน
คุณภาพของนักเรียน
ดูผลโหวด
สถิติผู้เยี่ยมชม
เปิดเว็บไซต์ 30/04/2011
ปรับปรุง 15/04/2014
สถิติผู้เข้าชม 801068
Page Views 1048399

ดูโรงเรียนวัดนาวงในแผนที่ขนาดใหญ่กว่า

วันสำคัญที่เราควรรู้
วันที่ ๒๕ พฤศจิกายน ของทุกปีเป็นวัน "วชิราวุธ" มีความสำคัญอย่างไร...คลิกเลย..

25 พฤศจิกายน วันวชิราวุธ

วันวชิราวุธ หมายถึง วันคล้ายวันสวรรคต พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ทรงริเริ่มกิจกรรมที่เป็นมรดกทางวัฒนธรรมนับอเนกอนันต์ไว้ในหลายสาขา

ความเป็นมา

เนื่องจากพระบาทสมเด็จพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีคุณูปการต่อประเทศไทยในหลายด้าน ทั้งด้านการคมนาคม การแพทย์และสาธารณสุข ด้านการปกครองกิจการเสือป่าและลูกเสือ ด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ด้านศิลปะและวัฒนธรรมไทย ด้านวรรณกรรมและหนังสือพิมพ์เป็นต้น

ด้วยคุณูปการดังกล่าว ทางราชการจึงได้จัดสร้างพระบรมราชานุสาวรีย์ของพระองค์ไว้ในสถานที่ต่างๆ หลายแห่ง ที่สำคัญคือพระบรมราชานุสาวรีย์บริเวณหน้าสวนลุมพินี ซึ่งรัฐบาลและประชาชนพร้อมใจกันบริจาคทรัพย์สร้างขึ้น

พระบรมราชานุสาวรีย์แห่งนี้ได้มีพิธีเปิดเมื่อวันที่ ๒๔ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๔๘๕ และทางราชการได้กำหนดให้มีวันที่ ๒๕ พฤศจิกายน ของทุกปี เป็นวัน วชิราวุธ และจัดให้มีการถวายบังคมพระบรมรูปเป็นประจำทุกปี

พระราชสมภพ

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ลำดับที่ ๖ แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์เสด็จพระราชสมภพ เมื่อวันเสาร์เดือนยี่ขึ้น ๒ ค่ำ ปีมะโรง จุลศักราช ๑๒๔๒ เวลา ๘ นาฬิกา ๕๕ นาที ตรงกับวันที่ ๑ มกราคม พุทธศักราช ๒๔๒๓ ทรงเป็นพระราชโอรสองค์ที่ ๒๔ ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและองค์ที่ ๒ ในสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถพระบรมราชชนนีพันปีหลวง(สมเด็จพระนาง เจ้าเสาวภาผ่องศรี)ได้รับพระราชทานพระนามว่าสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ามหาวชิราวุสมเด็จพระบรมชนกนาถและสมเด็จพระบรมราชชนนีตรัสเรียก ลูกโต

เมื่อพระชนมายุได้ ๘ พรรษา ในปีพุทธศักราช ๒๔๓๑ ได้รับการสถาปนาขึ้นเป็นเจ้าฟ้ากรมขุนเทพทวาราวดีให้ทรงมีพระเกียรติยศเป็น ชั้นที่ ๒ รองจากสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ สยามมกุฎราชกุมารและได้มีพระราชพิธีโสกันต์ในเดือนธันวาคม พุทธศักราช ๒๔๓๕

การศึกษา

ในขณะทรงพระเยาว์ได้ทรงศึกษาในพระบรมมหาราชวัง พระอาจารย์ภาษาไทย คือ พระศรีสุนทรโวหาร (น้อย อาจารยางกูร) พระยาอิศรพันธ์โสภณ (หนู อิศรางกูร ณ อยุธยา) และหม่อมเจ้าประภากร ในสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยาบำราบปรปักษ์ ส่วนภาษาอังกฤษทรงศึกษาจากนายโรเบิร์ต มอแลนต์ (Robert Morant) จนถึงพุทธศักราช ๒๔๓๖ เมื่อมีพระชนมายุได้ ๑๒ พรรษาเศษ สมเด็จพระบรมชนกนาถทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เสด็จไปทรงศึกษาต่อ ณ ประเทศอังกฤษ นับเป็นพระมหากษัตริย์ไทยพระองค์แรกที่ทรงได้รับการศึกษาจากต่างประเทศ มีผู้โดยเสด็จ ๔ ท่าน คือ พระองค์เจ้าสวัสดิโสภณ (พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระสวัสดิวัดนวิศิษฐ์) พระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์ (พระเจ้าพี่ยาเธอ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์) ม.ร.ว.สิทธิ สุทัศน์ (นายพลโท พระยาวิชิตวงศ์วุฒิไกร) และพระมนตรีพจนกิจ (นามเดิมคือ ม.ร.ว.เปีย มาลากุล ต่อมาได้เลื่อนเป็นพระยาวิสุทธสุริยศักดิ์ และเจ้าพระยาพระเสด็จสุเรนทราธิบดี ตามลำดับ ได้ทำหน้าที่พระอภิบาล และถวายพระอักษร

เมื่อเสด็จฯ ถึงประเทศอังกฤษแล้ว ได้ประทับที่ไบรตันราวเดือนเศษ แล้วจึงเสด็จไปประทับที่นอร์ธ ลอคจ์ (North Lodge) ตำบลแอสคอต (Ascot) การศึกษาในระยะนี้เป็นการจ้างอาจารย์พิเศษมาสอน ณ ที่ประทับ เซอร์ เบซิล ทอมสัน (Sir Basil Thomson) ถวายความรู้เบื้องต้น

ระหว่างประทับอยู่ที่แอสคอตประเทศอังกฤษนั้นทางประเทศไทย สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชเจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ สยามมกุฎราชกุมารได้สวรรคตเมื่อวันที่ ๔ มกราคม พุทธศักราช ๒๔๓๗ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนาสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ ขึ้นเป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฎราชกุมารแทน

ได้มีการประกอบพระราชพิธีขึ้นในพระบรมมหาราชวัง เมื่อวันที่ ๑๗ มกราคม พุทธศักราช ๒๔๓๗ (และที่สถานทูตไทยกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ เมื่อวันที่ ๘ มีนาคม พุทธศักราช ๒๔๓๗ ได้มีการส่งข้าราชบริพารไปประจำพระองค์ เฉลิมพระเกียรติตำแหน่งสยามมกุฎราชกุมาร ๒ ท่าน คือ นายพันโท พระยาราชวัลลภานุสิษฐ์ (เจ้าพระยาราชศุภมิตร) พระตำรวจเอก สังกัดกรมพระตำรวจหลวงรักษาพระองค์ กับนายร้อยเอก หลวงสรสิทธิ์ฯ (นายพลเอก พระยาเทพอรชุน จเรทัพบกและการปืนเล็กปืนกล ภายหลังเป็นเจ้าพระยาพิชเยนทร์โยธิน)

หลังจากนั้น ได้ทรงย้ายที่ประทับไปยังบ้านใหม่ชื่อเกรตนี (Graitney) ตำบลแคมเบอร์ลีย์ (Camberley) ใกล้ออลเดอร์ชอต (Aldershot) เมื่อวันที่ ๑๙ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๔๓๙ ณ ที่นั้น นายพันโท ซี วี ฮูม (C.V.Hume) เป็นผู้ถวายการสอนวิชาการทหาร ส่วนวิชาพลเรือน ได้แก่ นายโอลิเวียร์ (Olivier) ครูชาวอังกฤษ และนายบูวิเยร์ (Bouvier) ชาวสวิสเป็นผู้ถวายการสอนภาษาฝรั่งเศส

ต่อมาในปีพุทธศักราช ๒๔๔๐ ได้ทรงศึกษาวิชาการทหารบกที่โรงเรียนนายร้อยทหารบกแซนเฮิสต์ (Sandhurst) และทรงย้ายที่ประทับไปอยู่ที่ฟริมลีย์ (Frimley Park) เมื่อวันที่ ๒๑ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๔๔๑ เมื่อทรงสำเร็จการศึกษาจากแซนเฮิสต์แล้วได้ทรงเข้ารับราชการในกรมทหารราบเบา เดอรัม (Durham Light Infantry) ที่นอร์ธ แคมป์ (North Camp) ณ ออสเตอร์ชอต และได้เสด็จฯ ไปประจำหน่วยภูเขาที่ ๖ ค่ายฝึกทหารปืนใหญ่ที่โอกแฮมป์ตัน (Okehampton) ต่อมาอีกหนึ่งเดือนได้เสด็จฯ ไปศึกษาที่โรงเรียนปืนเล็กยาวที่เมืองไฮยท (School of Musketry of Hythe) ได้รับประกาศนียบัตรพิเศษและเหรียญแม่นปืน

เมื่อทรงสำเร็จการศึกษาในด้านการทหารแล้ว ได้เสด็จฯ ไปทรงศึกษาวิชาประวัติศาสตร์ และกฎหมายที่วิทยาลัยไครสต์ เซิช (Christ Church) มหาวิทยาลัยอ๊อกฟอร์ด ระหว่างปีพุทธศักราช ๒๔๔๒ ถึง พุทธศักราช ๒๔๔๔ ระหว่างที่ทรงศึกษาอยู่นั้นได้ทรงพระประชวรด้วยพระโรคพระอันตะ (ไส้ติ่ง) อักเสบ มีพระอาการมาก ต้องทรงรับการผ่าตัดทันที พระองค์ได้ทรงพระราชนิพนธ์วิทยานิพนธ์ทางประวัติศาสตร์เรื่อง The War of the Polish Cuccession (วิทยานิพนธ์นี้สำนักพิมพ์ B.H.Blackwell ปรเทศอังกฤษจัดพิมพ์ ออกจำหน่ายเป็นครั้งแรกเมื่อ ค.ศ. ๑๙๐๑ ต่อมาได้มีผู้นำไปแปลเป็นภาษาฝรั่งเศส ในตอนปลายรัชกาลที่ ๖ พระยาบุรีนวราษฐ์ (ชวน สิงหเสนี) ราชเลขานุการในพระองค์ได้แปลเป็นภาษาไทยทูลเกล้าฯ ถวายและพิมพืเป็ฯครั้งแรกในงานถวายพระเพลิงพระบรมศพเมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๘ เรียกชื่อหนังสือว่า สงครามสืบราชสมบัติโปลันด์) เสนอมหาวิทยาลัย

ในด้านที่เกี่ยวกับกิจกรรมของสโมสร พระองค์ท่านได้ทรงก่อตั้งสโมสรคอสโมโปลิตัน (Cosmopolitan Socitety) ขึ้นเพื่อเป็นแหล่งชุมนุมนิสิต มีการบันเทิงด้วย การแลกเปลี่ยนกันอ่านคำตอบวิชาที่ศึกษาอยู่ นอกจากนี้ยังได้ทรงเข้าเป็นสมาชิกสโมสรบุลลิงตัน (Bullington Club) สโมสรคาร์ดินัล (Cardinal Club) และสโมสรการขี่ม้าอีกด้วย

พระราชกรณียกิจที่สำคัญ

ถึงแม้รัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว จะมีระยะสั้นเพียง ๑๕ ปี เท่านั้นก็ตาม แต่ก็ได้ทรงประกอบพระราชกรณียกิจอันเป็นคุณประโยชน์แก่ประเทศและประชาชนชาว ไทยหลายด้าน ซึ่งจะได้นำมากล่าวเพียงสังเขปเฉพาะเรื่องสำคัญๆ ดังต่อไปนี้

ด้านการศึกษา

ตามโบราณราชประเพณีเมื่อพระมหากษัตริย์เสด็จขึ้นครองราชย์ จะต้องสร้างวัดประจำรัชกาลไว้เป็นอนุสรณ์ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงมีพระราชดำริว่า วัดในประเทศไทยมีจำนวนมากอยู่แล้วและการสร้างวัดในสมัยก่อนนั้น จุดประสงค์ประการหนึ่งก็เพื่อใช้เป็นสถานศึกษา สมควรสร้างสถานศึกษาขึ้นโดยตรง

ดังนั้นในปีพุทธศักราช ๒๔๕๓ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานที่ดินและพระราชทานทรัพย์ส่วนพระองค์จัดตั้งโรงเรียนมหาดเล็กหลวง ขึ้นเป็นโรงเรียนในพระองค์ โดยดำเนินการตามแบบโรงเรียนกินนอนชั้นดีของประเทศอังกฤษ มีการสอนและอบรมเด็กชายให้เป็นสุภาพบุรุษใช้ระบบให้นักเรียนปกครองกันเอง ต่อมาพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงสถาปนาเป็นโรงเรียนวชิราวุธ วิทยาลัย เมื่อพุทธศักราช ๒๔๖๙ มีการศึกษาระดับประถมศึกษาจนถึงมัธยมตอนปลาย

พุทธศักราช ๒๔๖๑ ได้ทรงตราพระราชบัญญัติโรงเรียนราษฎร์ขึ้น เพื่อควบคุมการดำเนินงานการศึกษาของเอกชนให้มีประสิทธิภาพ

พุทธศักราช ๒๔๖๔ ได้ทรงตราพระราชบัญญัติประถมศึกษาขึ้น นับเป็นครั้งแรกในประวัติการศึกษาไทยที่ได้มีกฎหมายค้ำประกันความมั่นคงใน การจัดการศึกษาในระดับนี้ มีสาระสำคัญคือ บังคับให้เด็กทุกคนที่มีอายุตั้งแต่ ๗ ปีบริบูรณ์เรียนหนังสืออยู่ในโรงเรียนจนกระทั่งอายุ ๑๔ ปีบริบูรณ์

ในด้านการจัดการศึกษาระดับอุดมศึกษา ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ยกฐานะโรงเรียนข้าราชการพลเรือนในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ขึ้นเป็นจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในปีพุทธศักราช ๒๔๕๙ นับเป็นมหาวิทยาลัยแห่งแรกของไทย

นับว่าพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงวางรากฐานการศึกษาแผนใหม่ไว้ตั้งแต่ระดับประถมศึกษาจนถึงระดับอุดมศึกษา

ด้านการศาสนา

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงอุปสมบท และประทับที่วัดบวรนิเวศวิหาร ๑ พรรษา ทรงรอบรู้ในหลักพระพุทธศาสนาอย่างลึกซึ้งได้ทรงพระราชนิพนธ์หนังสือเกี่ยว กับพุทธศาสนาไว้หลายเล่ม เช่น พระพุทธเจ้าตรัสรู้อะไร และ เทศนาเสือป่า ซึ่งรวบรวมเรื่องที่เกี่ยวกับพระพุทธศาสนาและศาสนาต่างๆ ที่ทรงบรรยายแก่เสือป่าทุกวันเสาร์ ต่อจากการบรรยายเรื่องวิชาทหารในระหว่างวันที่ ๒๕ เมษายน พุทธศักราช ๒๔๕๗ ถึง ๒๘ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๔๕๘

ด้านการเศรษฐกิจและการส่งเสริมสินค้าไทย

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดตั้งคลังออมสินขึ้นเป็นเริ่มแรกในประเทศไทย เมื่อวันที่ ๑ เมษายน พุทธศักราช ๒๔๕๖ เพื่อฝึกให้ราษฎรรู้จักประหยัดเก็บสะสมทรัพย์ และนำเงินไปฝากไว้ได้อย่างปลอดภัยในปัจจุบันได้มีการพัฒนาการขึ้นเป็นธนาคาร ออมสิน เมื่อ พุทธศักราช ๒๔๕๘ ในปี พุทธศักราช ๒๔๕๙ ได้โปรดเกล้าฯ ให้เลิกการพนันบ่อนเบี้ย ซึ่งทำให้เศรษฐกิจของประเทศดีขึ้น

พระองค์ทรงเห็นการณ์ไกลว่าเมื่อประเทศชาติรุ่งเรืองขึ้น ในภายหน้าจะต้องมีการก่อสร้างบ้านเรือน อาคารพาณิชย์และสถานที่ราชการตามแบบอารยประเทศ จำเป็นต้องใช้ซิเมนต์เป็นจำนวนมากจึงทรงริเริ่มก่อตั้งบริษัทปูนซิเมนต์ไทย ขึ้น เมื่อปีพุทธศักราช ๒๔๕๖

ในด้านการส่งเสริมการผลิตและการจำหน่ายสินค้าหัตถศิลปไทย ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดงานฤดูหนาวในบริเวณพระตำหนักจิตรลดารโหฐาน ในบางปีได้จัดขึ้นที่สนามเสือป่า หรือสวนสราญรมย์และท้ายที่สุดได้โปรดเกล้าฯ ให้จัดเตรียมงานแสดงสินค้า และผลิตผลในด้านอุตสาหกรรมครั้งใหญ่ในปีพุทธศักราช ๒๔๖๘ เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจของชาติ และเผยแพร่ให้ชาวไทยและชาวต่างประเทศเกิดความสนใจสินค้าไทย พระราชทานนามว่า งานสยามรัฐพิพิธภัณฑ์ แต่งานต้องเลิกล้มไปเพราะเสด็จสวรรคตเสียก่อน สถานที่จัดงาน คือ สวนลุมพินีในปัจจุบัน เป็นที่ดินส่วนพระองค์ ได้พระราชทานให้เป็นสมบัติของชาติ เพื่อใช้เป็นสวนสาธารณะเมื่อ พุทธศักราช ๒๔๖๘

ด้านการคมนาคม

ได้ทรงปรับปรุง และขยายงานกิจการรถไฟ เริ่มตั้งแต่ปีพุทธศักราช ๒๔๖๐ เป็นต้นมา ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้รวมกรมรถไฟ ซึ่งเคยแยกเป็น ๒ กรม เข้าเป็นกรมเดียวกันเรียกว่า กรมรถไฟหลวง การเจาะอุโมงค์รถไฟยาวที่สุดตลอดเขาขุนตาน ก็เป็นผลสำเร็จในรัชกาลนี้ ได้เริ่มเปิดการเดินรถไฟสายกรุงเทพฯ ถึง เชียงใหม่ทรงเปิดเดินรถด่วนระหว่างประเทศสายใต้ติดต่อกับรถไฟมลายู (มาเลเซีย) จากธนบุรีเชื่อมไปถึงปีนังและสิงคโปร์

นอกจากนี้ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างสะพานพระราม ๖ ข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาเชื่อมทางรถไฟทั้งปวงในพระราชอาณาจักร โดยโยงเข้ามาสู่ศูนย์กลางที่สถานีหัวลำโพงได้ทรงตั้งกรมอากาศยาน เริ่มการขนส่งไปรษณีย์ภัณฑ์ทางอากาศ ระหว่างกรุงเทพฯ ไปยังนครราชสีมาเป็นครั้งแรกใน พุทธศักราช ๒๔๕๗

ด้านการแพทย์และสาธารณสุข

ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดตั้งวชิรพยาบาล เมื่อพุทธศักราช ๒๔๕๕ และโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ เมื่อ พุทธศักราช ๒๔๕๗ และในปีพุทธศักราช ๒๔๖๕ ทรงเปิดสถานเสาวภา เพื่อให้ทำหน้าที่ช่วยชีวิตผู้ที่ถูกสัตว์ร้ายกัด และทำเชื้อป้องกันโรคระบาด เป็นประโยชน์แก่ประชาชนชาวไทย และประเทศใกล้เคียงอีกด้วย

ด้านการปกครองและการฝึกสอนระบอบประชาธิปไตย

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราข้อบังคับลักษณะการปกครองหัวเมืองชั่วคราว เพื่อการบริหารราชการส่วนภูมิภาค เปลี่ยนคำเรียกชื่อเมืองเป็นจังหวัด รวมมณฑลเป็นภาคทรงยกกรมทหารเรือเป็นกระทรวงทหารเรือ เปลี่ยนชื่อกระทรวงธรรมการเป็นกระทรวงศึกษาธิการ ทรงจัดระเบียบกระทรวงยุติธรรมขึ้นใหม่ ทรงจัดตั้งเนติบัณฑิตยสภา และกรมมหรสพ

ในปีพุทธศักราช ๒๔๕๔ (ร.ศ.๑๓๐) ได้เกิดการคบคิดจะปฏิวัติ เพื่อเปลี่ยนแปลงการปกครอง นับเป็นครั้งแรกของเมืองไทย คณะผู้ก่อการปฏิวัติเป็นนายทหารหนุ่มกลุ่มหนึ่ง ซึ่งไม่พอใจการปกครองระบอบราชาธิปไตยในขณะนั้น ต้องการให้เปลี่ยนแปลงเป็นระบอบประชาธิปไตย แต่ทำการไม่สำเร็จ ถูกตัดสินให้ลงโทษ ดังนี้

ผู้ถูกตัดสินประหารชีวิตแล้วได้รับพระราชทานอภัยโทษเหลือจำคุก ๒๐ ปี ๒๐ คน ส่วนอีก ๖๘ คน ให้รอลงอาญา ต่อมาผู้ที่ต้องโทษทั้งหมดนี้ได้รับพระราชทานอภัยโทษเมื่อวันที่ ๑๑ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๔๖๗

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพื้นฐานความรู้เกี่ยวกับระบอบการปกครองนี้จากประเทศอังกฤษ ในจดหมายเหตุรายวันของพระองค์ได้ทรงคาดการณ์ไว้ล่วงหน้าว่าเมืองไทยจะต้องมี การเปลี่ยนระบอบการปกครองเป็นระบอบประชาธิปไตยอย่างแน่นอน แต่พระองค์มิได้ทรงจัดดำเนินการในทันที ได้ทรงทำการทดลองระบอบประชาธิปไตยทีละเล็กทีละน้อย เพื่อให้เหมาะสมกับคนไทย และประเทศไทยเริ่มตั้งแต่ทรงจัดตั้ง The New Republic (สาธารณรัฐใหม่) ที่กรุงปารีส และเมืองมังในบริเวณพระตำหนักจิตรลดาเดิม และหลังสุดที่ทรงทดลองระบอบประชาธิปไตย คือสร้างเมืองจำลองดุสิตธานีขึ้นเมื่อ พุทธศักราช ๒๔๖๑ ดุสิตธานีเดิมอยู่ในพระราชวังดุสิต ต่อมาได้ทรงย้ายไปที่พระราชวังพญาไท เมื่อ พุทธศักราช ๒๔๖๒

ดุสิตธานีเป็นเมืองจำลองเล็กๆ มี ๖ อำเภอ มีบ้านเรือนประมาณ ๓๐๐ หลัง มีถนนหนทาง วัด ร้านค้า โรงเรียน โรงพยาบาล โรงอาหาร สถานที่ประชุม พระราชวัง และสวนสาธารณะ เรื่องสำคัญที่สุดของเมืองประชาธิปไตยนี้คือการทดลองปฏิบัติตามวิถีทางการ เมืองตามระบอบประชาธิปไตย

ดุสิตธานีมีนคราภิบาลทำหน้าที่บริหาร มีพรรคการเมือง ๒ พรรค คือพรรคแพรแถบสีน้ำเงิน และพรรคแพรแถบสีแดง ซึ่งมีความคิดเห็นขัดแย้งกัน มีหนังสือพิมพ์ ๓ ฉบับ เพื่อแถลงข่าว ตลอดจนวิพากษ์วิจารณ์ กิจการในดุสิตธานีตามแนวประชาธิปไตย คือดุสิตสมิตรายปักษ์ ดุสิตสมัย และดุสิตสักขี ซึ่งออกรายวัน ได้ทดลองให้มีการเลือกตั้ง ๒ แบบ คือ แบบเลือกนคราภิบาลโดยตรง และแบบให้เลือกตั้งเชษฐบุรุษของอำเภอต่างๆ ก่อน แล้วจึงเลือกตั้งนคราภิบาลจากบรรดาเชษฐบุรุษเหล่านั้นดุสิตธานีที่พระราชวังพญาไทได้สลายตัวไป หลังจากที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวสวรรคตเมื่อปีพุทธศักราช ๒๔๖๘

ด้านกิจการเสือป่าและลูกเสือ

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงจัดตั้งกองเสือป่าขึ้น เมื่อวันที่ ๖ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๔๕๔ มีความมุ่งหมายเพื่อฝึกอบรมข้าราชการ พ่อค้า คหบดี ให้ได้รับการฝึกหัดอย่างทหาร ซึ่งจะทำให้เป็นราษฎรที่มีคุณภาพ มีวินัย เคารพกฎหมายบ้านเมือง และเพื่อปลุกใจให้มีความรักในพระมหากษัตริย์ ชาติ ศาสนา และเพื่อส่งเสริมความสามัคคี

เสือป่ามีหน้าที่ช่วยเจ้าหน้าที่รักษาความสงบทั่วไปในเมือง เช่น ช่วยจับกุมคนร้ายขโมย ช่วยเหลือเมื่อเกิดเพลิงไหม้ ล้อมวงที่ประทับเมื่อเสด็จไปในที่เกิดเหตุ ซึ่งมีคนพลุกพล่านและช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ในด้านต่างๆ

เสือป่ามี ๒ พวก คือ กองเสือป่าหลวง และกองเสือป่ารักษาดินแดน กิจกรรมที่สำคัญอย่างหนึ่งของเสือป่าคือการซ้อมรบหรือประลองยุทธ์ ซึ่งมักกระทำในต่างจังหวัด เช่น นครปฐม ราชบุรี ในการซ้อมรบใหญ่ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวจะทรงเป็นจอมทัพด้วยพระองค์เอง พระองค์ยังได้พระราชทานที่ดินเป็นที่ชุมนุมเสือป่าและลูกเสือ ที่เรียกว่า สนามเสือป่าในปัจจุบัน และสโมสรเสือป่าซึ่งตั้งอยู่ในบริเวณที่เป็นร้านสหกรณ์พัฒนาในขณะนี้

ถึงแม้ว่ากองเสือป่าต้องเลิกล้มไป หลังจากที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวสวรรคต แต่พระราชดำริเกี่ยวกับการที่ให้พลเรือนมีส่วนในการรักษาดินแดนมิได้สูญหาย ไป เนื่องจากได้มีการจัดตั้งกรมการรักษาดินแดนขึ้นเป็นส่วนราชการของกระทรวง กลาโหม เมื่อ พุทธศักราช ๒๔๙๑ ได้ดำเนินการฝึกหัดนักเรียนเตรียมอุดมศึกษาและนิสิตนักศึกษาในมหาวิทยาลัย ให้มีความรู้ในวิชาทหาร มีความรู้ และความสามารถในการรบเพื่อช่วยเหลือกำลังของกองทัพได้

นอกจากกองเสือป่าแล้ว พระองค์ยังทรงริเริ่มจัดตั้งกองลูกเสือ กองลูกเสือกองแรกจัดตั้งขึ้นที่โรงเรียนมหาดเล็กหลวง คือ โรงเรียนวชิราวุธในปัจจุบัน เมื่อ พุทธศักราช ๒๔๕๔ เพื่อฝึกเยาวชนให้มีคุณสมบัติที่ดี มีความสามัคคี ความมานะอดทนและเสียสละเพื่อส่วนรวม และเป็นผู้ช่วยรบได้ในยามคับขัน ต่อมาได้ขยายกิจการไปทั่วประเทศ ได้พระราชทานคติพจน์ให้แก่คณะลูกเสือว่า เสียชีพอย่าเสียสัตย์ และยังได้ทรงแสดงคุณค่าของการเป็นลูกเสือไว้ในพระราชนิพนธ์บทละครพูดเรื่อง หัวใจนักรบ และ ความดีมีไชย

กิจการลูกเสือไทยได้เจริญรุ่งเรืองเป็นคุณประโยชน์แก่บ้านเมืองมาจนทุก วันนี้ และได้มีวิวัฒนาการเป็นกองอาสารักษาดินแดน ลูกเสือชาวบ้านและเนตรนารี เป็นต้น

ด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

เมื่อเกิดมหายุทธสงครามโลกครั้งที่ ๑ ขึ้น ในทวีปยุโรป เมื่อปีพุทธศักราช ๒๔๕๗ ประเทศเยอรมนี ออสเตรีย ฮังการี บัลแกเรีย และตุรกี ซึ่งเป็ฯกลุ่มมหาอำนาจกลางได้ทำสงครามกับกลุ่มประเทศฝ่ายสัมพันธมิตร ซึ่งประกอบด้วยประเทศอังกฤษ ฝรั่งเศส รุสเซียเป็นผู้นำ ต่อมาประเทศสหรัฐอเมริกา และประเทศอื่นๆ ได้เข้าร่วมด้วย ในตอนต้นของสงคราม ประเทศไทยได้ประกาศตนเป็นกลาง แต่ครั้นต่อมาพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงมีพระบรมราชโองการประกาศสงครามกับประเทศเยอรมนี และออสเตรีย ฮังการี เมื่อวันที่ ๒๒ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๔๖๐ เพื่อรักษาสิทธิของประเทศ และเพื่อความเที่ยงธรรมของโลกเป็นส่วนรวม ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ส่งทหารไทยอาสาสมัครไปร่วมรบในสม

Adobe Acrobat Document ดาวน์โหลดไฟล์   ขนาดไฟล์ 259.66 KB
ทรงสถาปนาโรงเรียนมหาดเล็กหลวงขึ้นเป็นจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยแห่งแรกชองไทย
ดุสิตธานี การจำลองเมืองเพื่อทดลองการปกครองระบอบประชาธิปไตย
การวางพวงมาลาของลูกเสือที่พระองค์เป็นผู้ให้กำเหนิด
การทำพิธีถวายราชสดุดีของลูกเสือในวัน"ธีรราชเจ้า"
โพสเมื่อ : 19 ต.ค. 2554,19:30   อ่าน 3397 ครั้ง